วาสนาจะนำพา สิ่งดี ๆ มาให้แก่คุณ

วาสนาจะนำพา สิ่งดี ๆ มาให้แก่คุณ 

“วาสนา” บางคนมองว่าเป็นเรื่องของ “ผลบุญ” ที่เราเคยสะสมไว้ แล้วแสดงออกมาในรูปแบบต่าง ๆ เช่น โชคลาภ ทรัพย์สิน สุขภาพ อายุ หรือ บริวารแวดล้อมรอบกาย ล้วนแล้วแต่เป็นมุมมองของแต่ละคน

ส่วนคนที่คิดว่า ตัวเองไม่มีวาสนา ควรระลึกไว้แบบนี้ว่า วาสนา ไม่ได้อยู่ที่คำหวานหูหรือเสียงปรบมือเมื่อตอนคุณมีเงินนั้นดังเพียงใด

แต่อยู่ที่ เมื่อคุณล้มลง ยังมีอีกหลายมือยื่นมาฉุดให้คุณลุกขึ้นยืนใหม่อีกครั้งหรือไม่ ?

วาสนาไม่ได้อยู่ที่พ่อแม่เหลือมรดกไว้ให้คุณหรือไม่ แต่อยู่ที่พ่อแม่แข็งแรงให้คุณดูแลปรนนิบัติหรือเปล่า ?

วาสนาไม่ได้อยู่ที่คุณมีบ้านหลังใหญ่โตเพียงใด แต่อยู่ที่ในบ้านมีเสียงหัวเราะหรือไม่

วาสนาไม่ได้อยู่ที่ลูกของคุณเรียนเก่ง ทำงานเก่งเพียงใด แต่อยู่ที่กตัญญูรู้คุณหรือไม่

วาสนาไม่ได้อยู่ที่คุณมีคู่ชีวิตสวยหรือหล่อเพียงใด แต่อยู่ที่เขาและเธอเข้าใจคุณหรือไม่

วาสนาไม่ได้อยู่ที่คุณมีรถหรูเพียงใดขับ แต่อยู่ที่ขับรถกลับบ้านได้อย่างปลอดภัยหรือไม่

จะรวยหรือจะจน ทุกคนก็มีความทุกข์ได้..

คนลำบากหาเช้ากินค่ำ ก็ได้แต่ตั้งคำถามว่า.. ทำไมต้องตื่นเช้า ทำไมเราลำบากไม่เหมือนคนอื่น ทำไมเราไม่มีเงิน ทำไมเราไม่มีรถ ทำไมเดือนนี้ไม่พอใช้

ส่วนคนที่มีฐานะก็ทุกข์อีกเช่นกัน เพราะคิดว่า.. ทำไมปีนี้รายได้น้อยกว่าเดิม ทำไมยอดขายไม่เป็นไปตามเป้า ทำไมธุรกิจใหม่ที่ทำยังไปได้ไม่ดี ทำไมลูกน้องลาหยุดบ่อย

เคยลองมองกลับมาและถามตัวเองบ้างไหม ว่าทุกวันนี้ที่เราหาเงินมานั้น เราเอาไปเติมความสุขให้กับตัวเองตรงไหน

บางคนทำงานจนลืมดูแลตัวเอง ลืมดูแลคนข้างหลัง บางทีคนที่เรารักอาจไม่ได้ต้องการแค่เงินทองเพียงอย่างเดียว แต่เค้าอาจจะต้องการเวลา ความอบอุ่น หรือความรักก็เป็นได้

คนที่ “น่าอิจฉา” ไม่ใช่คนที่ “รวย” ที่สุด แต่คือคนที่ “มีความสุข” ที่สุด

ไม่ว่าเขาคนนั้นจะ “จน” หรือจะ “รวย”

เพราะฉะนั้น.. อย่าอวดว่ามีเงิน เพราะยามเจ็บป่วย นอนโรงพยาบาล มันก็ไม่ต่างอะไรกับกระดาษ

อย่าอวดในตำแหน่งหน้าที่ที่มีอยู่ เพราะวันใดที่คุณล้มป่วย ยังมีคนเป็นจำนวนมาก ที่ทั้งเก่งและเยี่ยมยอดรอเสียบตำแหน่งต่อจากคุณ

อย่าอวดรถยนต์ที่คุณขับ เพราะวันใดที่คุณหมดลมหายใจ กุญแจรถก็อยู่ในมือของคนอื่น

อย่าอวดว่ามีบ้านหลังใหญ่โต วันที่คุณจากโลกนี้ไป มันก็เปลี่ยนเป็นของคนอื่น

สุขอยู่ที่ใด สุขอยู่ที่ใจ รู้ใจได้สุข

ที่มา คิดเป็น